เงินเก็บเด็กจบใหม่

เด็กจบใหม่ทำงานอย่างไรจึงจะมีเงินเก็บได้อย่างรวดเร็ว

   ก่อนอื่นเรามาพูดถึงอัตราค่าแรงของเด็กจบใหม่ในปัจจุบันกันก่อน อัตราค่าแรงของเด็กจบใหม่ในปัจจุบันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น ความรู้ความสามารถที่นายจ้างพิจารณาจากจดหมายสมัครงาน นายจ้างจะเลือกเด็กจบใหม่ที่มีความรู้ความสามารถมากและหลากหลาย เพื่อช่วยงานขององค์กร ดังนั้นในการเขียนจดหมายสมัครงาน เราควรเขียนรายละเอียดต่าง ๆ และความรู้ความสามารถของเราให้ครบ

   บางองค์กรดูผลการเรียนหรือเกรดเฉลี่ยที่จบเพราะแสดงถึงความตั้งใจ ความพยายาม และความรับผิดชอบต่อการเรียนซึ่งบางองค์กรเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับความตั้งใจและความรับผิดชอบต่อการทำงานด้วย บางองค์กรต้องการเด็กจบใหม่ที่มีเกียรตินิยมอันดับ 1, 2 หรือ 3 อีกด้วย สายของการเรียนที่เด็กจบใหม่เรียนมาก็มีผลกับอัตราค่าแรงที่ได้รับ เช่น แพทย์ นักบัญชี นักกฎหมาย พนักงานการตลาด นักบิน พนักงานขาย นางพยาบาล นายธนาคาร ครู ฯลฯ กลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ นักบิน จะได้รับอัตราเงินเดือนมากกว่ากลุ่มนักกฎหมาย นายธนาคาร นางพยาบาล และ ครู ในส่วนของประสบการณ์การทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญ เด็กจบใหม่บางคนเคยทำงานขณะเรียนปริญญาตรี เมื่อเรียนจบก็ถือว่ามีประสบการณ์การทำงานก็จะได้อัตราค่าแรงมากกว่าเด็กจบปริญญาตรีที่ไม่มีประสบการณ์ เพราะบางองค์กรไม่มีแผนกฝึกงานหรือไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกงานให้กับพนักงานใหม่ จึงเป็นโอกาสของเด็กจบใหม่ที่มีประสบการณ์จะได้รับการพิจารณารับเข้าทำงานและได้รับอัตราเงินเดือนที่สูงกว่า

   เด็กบางคนมีความรู้ความสามารถทางด้านภาษา เช่น พูดได้หลายภาษา ก็เป็นข้อได้เปรียบมากในการทำงาน ในโลกยุคปัจจุบัน ภาษาเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งรู้หลายภาษายิ่งได้เปรียบในการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มีผลต่อการกำหนดอัตราเงินเดือนของเด็กจบใหม่แต่และคน ส่วนเกณฑ์กว้าง ๆ ที่แบ่งอัตราค่าแรงของเด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ดูจากสายงานหรือคณะที่เด็กเรียนจบ ในที่นี้เราจะพูดถึงเฉพาะระดับปริญญาตรีเท่านั้น

   อัตราค่าแรงของเด็กจบใหม่คณะแพทย์ศาสตร์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ อยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทขึ้นไป อัตราค่าแรงของเด็กจบใหม่คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี อยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป ไม่เกิน 25,000 บาท อัตราค่าแรงของเด็กจบใหม่คณะเศรษฐศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะมานุษยวิทยา อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทขึ้นไป ไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และวิทยาลัยสหวิทยาการ อัตราค่าแรงเด็กจบใหม่อยู่ที่ประมาณ 13,000 บาทขึ้นไป ไม่เกิน 15,000 บาท เมื่อรู้อัตราเงินเดือนคร่าว ๆ ของสายงานหรือคณะที่เด็กจบใหม่เรียนมาแล้ว เราจะมาดูวิธีจัดการกับเงินเดือนในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน อัตราเงินเดือนที่เด็กจบใหม่ได้รับเฉลี่ยของทุกสายงานหรือทุกคณะอยู่ที่ 21,059.69 บาท ถ้าเราพิจารณาจะเห็นว่าอัตราค่าแรงไม่ได้มากมายอะไร เนื่องจากเด็กที่จบมาใหม่ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมายจากการทำงาน ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน ถ้าอยากได้รับอัตราค่าแรงเพิ่มขึ้นต้องขยัน ใฝ่หาความรู้ พัฒนาความรู้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่เกี่ยงงานเพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นายจ้างทุกคนก็ต้องการคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ ต้องการงานที่ดีเพื่อนำพาองค์กรให้ไปถึงเป้าหมายและประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งไว้ สำหรับเราซึ่งเป็นคนทำงานในช่วงเริ่มต้นของวัยทำงานเราต้องรู้จักแบ่งเงินออมเก็บไว้ โดยหักเงินออมเก็บไว้ตั้งแต่วันแรกที่เงินเดือนออก ที่เหลือค่อยใช้จ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เพราะเราอยู่ในวัยที่ยังอาศัยอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ยังไม่มีภาระอะไรมากมาย ยังไม่มีค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านผ่อนรถ ยังไม่มีลูกที่จะต้องเลี้ยงดู วัยนี้จึงเป็นวัยทองของการเก็บเงิน เราจึงควรเก็บออมให้ได้ทุกเดือน ศึกษาและเรียนรู้วิธีการนำเงินออมไปลงทุนเพื่อให้เงินออมของเรางอกเงย เช่น การซื้อหุ้น กองทุน ทอง ประกันชีวิต ฯลฯ ก่อนการลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนและต้องเลือกการลงทุนที่เราชอบและถนัดด้วย

   เงินเดือนที่เด็กจบใหม่คาดหวังและต้องการมีหลากหลายมากมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเด็กจบใหม่เรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ฯ หรือต่างจังหวัด เรียนมหาวิทยาลัยเอกชนหรือมหาวิทยาลัยรัฐบาล และฐานะทางบ้านของเด็กจบใหม่คนนั้นเป็นอย่างไร แต่เท่าที่สำรวจดู เด็กจบใหม่ในระดับปริญญาตรีไม่ต้องการให้อัตราเงินเดือนเริ่มต้นต่ำกว่า 15,000 บาท ส่วนแนวโน้มการขึ้นเงินเดือนมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์และขึ้นอยู่กับสายงานที่เราทำ แต่ละสายงานมีอัตราการขึ้นเงินเดือนที่ไม่เท่ากัน สายงานที่มีการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนมากที่สุด คือ กลุ่มงานทางด้านพลังงาน ขึ้นเงินเดือน 6.59% รองลงมาเป็นกลุ่มงานทางด้านโทรคมนาคมและธุรกิจน้ำมันและก๊าซ อยู่ที่ 6.07% และในปีต่อไปกลุ่มสายงานดังกล่าวก็ยังมีแนวโน้มว่าจะเป็นกลุ่มที่มีการเพิ่มอัตราเงินเดือนมากที่สุด สำหรับการจ่ายโบนัส ทุกกลุ่มอาชีพมีการจ่ายโบนัสเฉลี่ยอยู่ที่ 2.86 เดือน ส่วนกลุ่มสายงานที่มีการจ่ายโบนัสสูงสุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มงานด้านพลังงาน มีการจ่ายโบนัสอยู่ที่ 4.12 เดือน รองลงมาเป็นกลุ่มงานด้านเคมีภัณฑ์ มีการจ่ายโบนัสอยู่ที่ 4.01 เดือน ส่วนอันดับสามเป็นกลุ่มงานด้านน้ำมันและก๊าซมีการจ่ายโบนัสอยู่ที่ 3.50 เดือน ส่วนกลุ่มสายงานที่จ่ายโบนัสต่ำที่สุด 3 อันดับ คือ กลุ่มงานวิศวกรรม กลุ่มงานโทรคมนาคม และกลุ่มงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จ่ายโบนัสอยู่ที่ 2.27 เดือน, 2.30 เดือน และ 2.56 เดือน ตามลำดับ

   ที่จริงแล้วไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าทำงานกี่เดือนจึงควรจะเริ่มเก็บเงินได้ แต่ที่อยากแนะนำจริง ๆ คือเราควรเก็บเริ่มเงินให้เร็วที่สุด เพราะเราเพิ่งเรียนจบ อายุยังน้อย เรายังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ไม่มีภาระอะไรมาก ค่าเช่าบ้าน ค่าไฟ ค่าน้ำ แถมบางทีค่าอาหารค่ากับข้าวก็ไม่ต้องจ่ายเอง การเริ่มเก็บเงินมีเงินออมเร็วจะทำให้เราตั้งตัวได้เร็ว เงินเดือนเดือนแรกของการทำงานเราควรแบ่งให้พ่อแม่เป็นการตอบแทนที่ท่านเหนื่อยเลี้ยงดูเรามา หลังจากนั้นเราก็ช่วยท่านสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้านบ้างตามความเหมาะสม ถ้าเราอยากมีเงินเก็บออม เราควรวางแผนการเงินของเราให้ดี เราควรหักเงินออมเก็บตั้งแต่วันที่เงินเดือนออก เราจะได้ควบคุมเงินที่เหลือไว้ใช้จ่ายให้พอในแต่ละเดือน ถ้าเราใช้จ่ายก่อนเหลือแล้วค่อยเก็บออม พอถึงสิ้นเดือนเรามักจะไม่เหลือเงินสำหรับเก็บออม ในการวางแผนการใช้เงินเราควรตัดรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่จำเป็นออก เช่น ค่ากาแฟ น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ นอกจากสิ้นเปลืองแล้วยังทำให้ไม่ดีต่อสุขภาพด้วย การรับประทานอาหารแพง ๆ นอกบ้านอาจมีบ้างแต่ไม่ควรบ่อยจนเกินไป รับประทานเฉพาะโอกาสสำคัญของครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ลดการซื้อของฟุ่มเฟือย ดูหนัง ฟังเพลง ให้น้อยลง อย่าซื้อสินค้าตามแรงกระตุ้นจากพนักงานขาย เราต้องมีสติ คิดก่อนถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้ของชิ้นนั้น ถ้าที่ทำงานหรือที่บ้านติดตั้ง wifi เราควรเลือกติดต่อสื่อสารผ่านทางไลน์ หรือแมสเซนเจอร์ เพื่อที่จะได้ลดค่าโทรศัพท์ลง ถ้าเราลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงแล้ว เงินออมยังน้อยนิดหรือไม่เท่ากับที่เราต้องการจะเก็บออม เราอาจหาอะไรทำเพิ่มที่ไม่กระทบกับการประจำ ไม่ใช้เวลาของเรามากเกินไป เป็นงานที่เราชอบหรือถนัด เช่น การสอนพิเศษ การสอนเปียโน การขายของทางอินเทอร์เน็ต การเขียนบทความ งานแปลหนังสือ การปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ งานเหล่านี้นอกจากเป็นงานอดิเรกที่เราทำแล้วมีความสุขยังทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

   วิธีการเก็บเงินที่ดีที่สุดของเด็กจบใหม่ในระยะแรกควรเก็บไว้ในธนาคารก่อน เพื่อให้มีจำนวนพอที่จะนำไปลงทุนได้ เพราะเด็กจบใหม่เงินเดือนยังไม่มากนัก การเก็บเงินทำได้ค่อนข้างยาก และผู้ที่อยู่ในวัยนี้ควรมีเงินฝากหรือเก็บไว้ในกองทุนที่มีสภาพคล่องสูงเท่ากับค่าใช้จ่ายประมาณ 3 เดือน เผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้ทำการถอนได้ง่าย กองทุนที่แนะนำสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยเริ่มทำงานคือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นกองทุนที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี กองทุนนี้ใช้เงินเริ่มต้นเพียงหลักพันและสามารถขายและได้รับเงินในวันถัดไปของวันทำการ หลังจากนั้นถ้าเราเริ่มมีเงินเก็บมากขึ้น เริ่มมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น เราสามารถนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น การนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้นต้องยอมรับว่าความเสี่ยงก็จะมากขึ้นด้วย

   ผู้ที่อยู่ในวัยเริ่มทำงานเป็นวัยที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงเพราะยังไม่มีภาระอะไรมาก หากขาดทุนจากการลงทุนก็ยังมีโอกาสหารายได้เพิ่มเพื่อลงทุนต่อในอนาคต สำหรับการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น การลงทุนในหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ และน้ำมัน ในปัจจุบันมีกองทุนรวมซึ่งเหมาะกับวัยเริ่มทำงาน ไม่มีเวลาดูแลการลงทุน ไม่มีประสบการณ์ จะมีผู้เชี่ยวชาญดูแลกองทุนรวมให้ เงินที่เราลงทุนในกองทุนรวมจะถูกนำไปลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน ทองคำ น้ำมัน หรืออสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมยังแบ่งออกเป็นหลายประเภทโดยแบ่งตามลักษณะของการลงทุน เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมผสม กองทุนรวมต่างประเทศ กองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษี อันดับแรกกองทุนรวมตลาดเงินจะนำเงินของเราไปลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพมีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ กองทุนรวมตราสารหนี้จะนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวกว่าตราสารหนี้ที่กองทุนรวมตลาดเงินลงทุน มีผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนรวมตลาดเงินและควรลงทุนอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป

   กองทุนรวมตราสารทุนจะนำเงินไปลงทุนในตราสารทุนซึ่งเป็นหุ้นสามัญของบริษัทต่าง ๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง กองทุนรวมผสมนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนเพื่อเฉลี่ยความเสี่ยงและผลตอบแทนให้อยู่ในระดับปานกลาง กองทุนต่างประเทศจะนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงและได้รับผลตอบแทนสูงและมีโอกาสขาดทุนสูงด้วย กองทุนสุดท้ายคือกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษี เหมาะสำหรับคนที่มีรายได้ต่อปีเกิน 240,000 บาท และมีฐานภาษีตั้งแต่ 10% ขึ้นไป สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือ มีผู้เชี่ยวชาญดูแลกองทุนให้เรา มีการลงทุนที่กระจายความเสี่ยง มีกองทุนให้เราเลือกหลายชนิดตามระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เราต้องการ มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร และผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษีเหมือนดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอีกด้วย

   จริง ๆ แล้วเด็กที่เรียนจบใหม่และเพิ่งทำงานได้เงินมักมีค่าใช้จ่ายสูงมากเพราะตั้งแต่เรียนหนังสือมาต้องขอเงินคุณพ่อคุณแม่ใช้ในจำนวนที่จำกัด พอเริ่มหารายได้เองได้ก็มักใช้จ่ายในสิ่งที่ตัวเองเคยอยากได้ จึงทำให้ผู้ที่อยู่ในวัยเพิ่งทำงานมีค่าใช้จ่ายสูง อาจมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ จึงควรมีสติอย่างมากในการใช้จ่าย รู้จักทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนเพื่อดูว่าเราใช้จ่ายมากเกินความจำเป็นหรือไม่ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก พร้อมทั้งหาจุดแข็งของเราเพื่อเพิ่มรายได้ บางครั้งงานอดิเรกหรืองานที่เราชอบและถนัดก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเราเป็นรายได้เสริมได้ รู้จักเพิ่มมูลค่าให้ตนเองโดยการศึกษาหาความรู้เพิ่ม อาจจะลงเรียนคอร์สทำขนม เรียนงานฝีมือ เรียนภาษา ซึ่งความรู้เหล่านี้อาจเป็นช่องทางในการหารายได้เพิ่มได้ เราต้องรู้จักใช้เงิน ให้รวย รู้จักใช้เงินเพื่อพัฒนาตนเอง ซื้อหนังสืออ่านเพิ่ม เข้าคอร์สเรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้เงินทำงาน เรียนต่อในระดับปริญญาโท รู้จักพัฒนาบุคลิกภาพความสวยงามของตนเอง รู้จักรักษามิตรภาพที่ดีกับคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้เรามีโอกาสเพิ่มขึ้นในหน้าที่การงานและเงินเดือนเพิ่มขึ้นด้วย ต้องรู้จักวางแผนสำรองในชีวิต เผื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกินขึ้นในอนาคต เช่น การทำประกันชีวิต อาจจะเลือกแบบออมเงินก็ได้ รู้จักนำเงินที่เราเก็บออมได้มาลงทุนให้งอกเงย ถ้าเราเก็บเงินไว้ในธนาคาร เงินของเราจะไม่งอกเงย เพราะในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยต่ำมากและยังต้องเสียภาษีดอกเบี้ยอีกด้วย เราจึงควรนำเงินออมของเราไปลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยง การลงทุนก็ควรเลือกรูปแบบที่เราชอบและถนัด ศึกษาหาความรู้ให้ดีก่อนที่จะลงทุน การลงทุนมีมากมายหลายแบบ บางคนชอบซื้อขายทองคำ บางคนชอบเก็บเครื่องประดับและนาฬิกาแพง ๆ บางคนชอบซื้อคอนโดหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า บางคนชอบลงทุนในกองทุนต่าง ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล บางคนชอบลงทุนกับหุ้นพื้นฐานดี มีเงินปันผล ซื้อทิ้งไว้ในระยะยาว บางคนชอบซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น การซื้อหุ้นแบบนี้ซื้อทิ้งไว้ไม่ได้ ต้องดูราคาหุ้นขึ้นลงเป็นรายวัน ถ้ามีกำไรต้องรีบขาย ต้องศึกษาพื้นฐานและการบริหารงานของบริษัทที่เราจะซื้อหุ้นให้ดี บางคนที่มีสินค้าอยู่กับมือก็ลงทุนเช่าร้านค้าในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อขายสินค้าเป็นงานพิเศษ บางคนที่มีสินค้าอาจชอบที่จะขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งยุคนี้มีการขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมากและรายได้ดี บางคนขายดีจนต้องออกจากงานประจำก็มี ดังนั้น ในโลกเราใบนี้มีอะไรใหม่ ๆ ให้เราเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องเปิดรับ เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อให้พร้อมที่จะรับโอกาสใหม่ ๆ และลองทำสิ่งใหม่ ๆ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเรา